วันพุธที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2560
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ ๒)
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ ๒) ใน สมัยรัชกาลที่ ๒บ้านเมืองเริ่มสงบจากภัยข้าศึก ความเจริญทางวัฒนธรรมจึงมีความโดดเด่นและมีมากมายหลายด้าน โดยเฉพาะทางด้านวรรณกรรม รัชกาลที่ ๒ ทรงมีพระปรีชาสามารถในการประพันธ์เป็นอย่างสูง ทรงนิพนธ์วรรณคดีเรื่องอิเหนา สังข์ทอง ไกรทอง กาพย์เห่เรือ เสภาขุนช้างขุนแผน ฯลฯ
สุนทร ภู่ ในสมัยรัชกาลที่ ๒ ศิลปินที่มีชื่อเสียงทางการประพันธ์อย่างมากที่สุดของไทยถือว่าเป็นกวีของ ประชาชน คือ สุนทรภู่ ท่านมีผลงานทางวรรณกรรมหลายประเภท คือ นิราศ บทละคร เสภากลอน กาพย์ บทประพันธ์ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดี คือ วรรณคดีเรื่อง “พระอภัยมณี”
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมาหาราช (รัชกาลที่ ๑)
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมาหาราช (รัชกาลที่ ๑) ทรงโปรดให้ย้ายราชธานีจากกรุงธนบุรีมาสร้างกรุงเทพมหานครขึ้นที่ฝั่งตะวัน ออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ได้ทรงสร้างพระบรมมหาราชวังและวัดพระศรีรัตนศาสดารามขึ้น ทรงบูรณะปฏิสังขรณ์วัดวาอารามและพระพุทธรูปโบราณที่ถูกทอดทิ้งให้ชำรุดตาม หัวเมืองต่างๆ มีการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 11 ในด้านศิลปะทรงรวบรวมช่างไทยสิบหมู่ที่สืบทอดความรู้มาตั้งแต่สมัยกรุง ศรีอยุธยา ด้านวรรณกรรมนั้นทรงโปรดให้นิพนธ์วรรณกรรมเรื่องรามเกียรติ ส่วนทางด้านเนติธรรมทรงโปรดให้ชำระกฎหมายที่ใช้มาตั้งแต่อยุธยาให้มีความ เที่ยงธรรมและครอบคลุมมากขึ้นเรียกว่ากฎหมายตราสามดวง
สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
ทรง เป็นสามัญชนโดยกำเนิดในตระกูลแต้ ทรงพระนามเดิมว่า สิน พระราชบิดาเป็นจีนชื่อ ไหฮอง ออกจากประเทศจีนมาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทย ได้สมรสกับหญิงไทยชื่อนางนกเอี้ยง ซึ่งมีผู้สันนิษฐานว่าอาจจะเป็นธิดาขุนนาง ครั้งแผ่นดินพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ หรือเป็นธิดาของเจ้าเมืองเพชรบุรี
สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงพระราชสมภพ ณ วันอาทิตย์ เดือน 5 ขึ้น 15 ค่ำ ปีขาล จุลศักราช 1096 ตรงกับวันที่ 17 เมษายน พุทธศักราช 2277 ในแผ่นดินสมเด็จพระบรมราชาที่ 3 พระ เจ้าอยู่หัวบรมโกศ หลักฐานส่วนใหญ่เชื่อว่า ทรงเคยเป็นพ่อค้าเกวียนผู้ทรงปัญญาเฉลียวฉลาด และมีความสามารถพิเศษด้านกฎหมาย ช่วยกรมการเมืองชำระถ้อยความ ของราษฎรทางภาคเหนืออยู่เนือง ๆ มีความชอบในแผ่นดิน ต่อมาได้รับพระมหากรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งเป็นเจ้าเมือง ตำแหน่งพระยาตาก
ระหว่างเวลา 15 ปี ที่ทรงครองราชสมบัติ พระองค์ทรงรวบรวมชุมชนไทย ที่ตั้งตัวเป็นชุมนุมต่าง ๆ เข้าด้วยกันเป็นปึกแผ่น และรวมอาณาใกล้เคียงเข้าเป็นส่วนหนึ่ง ของพระราชอาณาจักรธนบุรีด้วย สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ.2325 พระชนม์พรรษาได้ 48 ปี ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์เดียว ในประวัติศาสตร์สมัยธนบุรี
สมเด็จพระนเรศวรมหาราช
สมเด็จพระนเรศวรมหาราช เป็นโอรสของสมเด็จพระมหาธรรมราชาในราชวงศ์สุโขทัยกับพระวิสุทธิกษัตริย์ พระราชธิดาของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ประสูติเมื่อ พ.ศ. ๒๐๙๘ ที่เมืองพิษณุโลกเมื่อพระชนมายุได้ ๙ พรรษา ทรงถูกส่งไปเป็นตัวประกันที่กรุงหงสาวดี เพราะพม่ายึดเมืองพิษณุโลกได้ ทรงได้รับการเลี้ยงดูในฐานะพระราชบุตรบุญธรรมเป็นเวลา ๗ ปี จน พ.ศ. ๒๑๑๒ กรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่า พระมหาธรรมราชาได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นกษัตริย์ของกรุงศรีอยุธยาในฐานะเมืองขึ้นของกรุงหงสาวดี และอนุญาตให้พระนเรศวรกลับกรุงศรีอยุธยา และได้รับการสถาปนาให้เป็นเจ้าเมืองพิษณุโลกและมีตำแหน่งอุปราช ระหว่างนั้นทรงทำสงครามกับเขมรและพม่า เพื่อป้องกันอยุธยา พระเจ้าหงสาวดีเห็นดังนี้จึงคิดกำจัดพระนเรศวร แต่พระองค์ทรงทราบจึงทรงประกาศอิสรภาพที่เมืองแครง รวมเวลาที่กรุงศรีอยุธยาตกอยู่ภายใต้การปกครองของพม่าเป็นเวลา ๑๕ ปี หลังจากประกาศอิสรภาพก็ทรงทำสงครามกับพม่าหลายครั้งและได้กวาดต้อนผู้คนจากหัวเมืองฝ่ายเหนือมาไว้เป็นกำลังได้มาก ต่อมาในพ.ศ. ๒๑๓๓ สมเด็จพระธรรมราชาสวรรคต พระนเรศวรจึงเสด็จขึ้นครองราชย์และทรงสถาปนาพระเอกาทศรถพระอนุชาขึ้นเป็นพระมหาอุปราช พระราชภารกิจของพระองค์ ได้แก่ การทำศึกสงคราม โดยเฉพาะสงครามครั้งสำคัญ คือ สงครามยุทธหัตถี ที่ทรงรบกับพม่าที่ตำบลหนองสาหร่าย ซึ่งพระองค์ทรงมีชัยชนะอย่างเด็ดขาดและถือเป็นพระเกียรติสูงสุด เป็นวีรกรรมสุดยอดของกษัตริย์ แม้แต่ฝ่ายแพ้ก็ยังได้รับการยกย่องว่าเป็นนักรบแท้ หลังจากนั้นตลอดระยะเวลา ๑๕๐ ปี กรุงศรีอยุธยาไม่ถูกรุกรานจากพม่าอีก สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงขยายอาณาเขตออกไปอย่างกว้างขวางครอบคลุมทั้งล้านนา ล้านช้าง ไทใหญ่ และกัมพูชา รวมถึงพม่า ครั้งสุดท้าย คือ การเดินทัพไปตีเมืองอังวะ ซึ่งพระองค์ประชวร และสวรรคตที่เมืองหาง ใน พ.ศ. ๒๑๔๘ พระชนมายุได้ ๕๐ พรรษา เสวยราชสมบัติได้ ๑๕ ปี สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงเป็นวีรกษัตริย์ที่ได้รับการจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ในฐานะผู้กอบกู้เอกราชให้แก่กรุงศรีอยุธยา ประชาชนชาวไทยจึงยกย่องพระองค์ให้เป็น มหาราช พระองค์หนึ่ง
วันอังคารที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2560
สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ
หนังสือพระราชพงศาวดาร ศักราชแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถผิดกันทั้ง ๓ ฉบับ พระราชพงศาวดารฉบับพิมพ์ ๒ เล่มว่า สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเสวยราชย์เมื่อปีขาล จุลศักราช ๗๙๖ พ.ศ. ๑๙๗๗ ครองราชสมบัติอยู่ ๓๙ ปี สวรรคตเมื่อปีมะเส็ง จุลศักราช ๘๓๕ พ.ศ. ๒๐๑๖
ฉบับพระราชหัตถเลขานี้ว่า เสวยราชย์เมื่อปีขาล จุลศักราช ๗๙๖ พ.ศ. ๑๙๗๗ ครองราชสมบัติอยู่ ๑๕ ปี สวรรคตเมื่อปีมะเส็ง จุลศักราช ๘๑๑ พ.ศ. ๑๙๙๒ (ปีรัชกาลน้อยกว่าฉบับพิมพ์ ๒ เล่ม ๒๔ ปี)
ฉบับหลวงประเสริฐว่า เสวยราชย์เมื่อปีมะโรง จุลศักราช ๘๑๐ (ช้ากว่าที่ว่าในฉบับพิมพ์ ๒ เล่ม ๑๔ ปี) ครองราชสมบัติอยู่ ๔๐ ปี (มากกว่า ๑๔ ปี) สวรรคตที่เมืองพิษณุโลก เมื่อปีวอกจุลศักราช ๘๕๐ พ.ศ. ๒๐๓๑ (ช้ากว่า ๑๕ ปี) ที่ศักราชหนังสือพระราชพงศาวดารผิดกันไปเป็นหลายอย่างด้วยเหตุใด ข้าพเจ้าจะได้อธิบายในตอนแผ่นดินสมเด็จพระอินทราชาที่ ๒ ข้าพเจ้าเชื่อว่าศักราชอย่างลงไว้ในฉบับหลวงประเสริฐนั้นเป็นถูกต้อง
ประวัติสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถนี้ เป็นพระราชโอรสของสมเด็จพระบรมราชาธิราช(สามพระยา) เรื่องสมถพของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถกล่าวไว้ในหนังสือยวนพ่าย ให้เข้าใจว่า เมื่อครั้งสมเด็จพระบรมราชาธิราชจะยกกองทัพลงไปตีเมืองเขมรนั้น ไปตั้งพลับพลารวมพลอยู่ที่ทุ่งพระอุทัย คือที่เรียกทุกวันนี้ว่าทุ่งหันตรา อยู่ข้างตะวันออกกรุงเก่า พระมเหสีกำลังทรงพระครรภ์อยู่ออกไปส่งเสด็จ ไปประสูติสมเด็จพระบรมไตรนาถที่พลับพลานั้น (เมื่อปีกุน จุลศักราช ๗๙๗ พ.ศ. ๑๙๗๔) กล่าวความนี้ไว้ในโคลงยวนพ่าย ๒ บาทว่า
"แถลงปางพระมาตุไท้ สมภพ ท่านนา
แดนตำบลพระอุทัย ท่งกว้าง" ดังนี้
ทรงพระเจริญขึ้น สมเด็จพระราชบิดาอภิเษกให้เป็นพระมหาอุปราช เมื่อปีมะเส็ง จุลศักราช ๘๐๐ พ.ศ. ๑๙๘๑ พระราชทานพระนามว่า พระราเมศวร ปีอภิเษกเป็นพระมหาอุปราชนี้ พระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐหลงว่าเป็นปีที่พระราเมศวรเสด็จขึ้นไปครองเมืองพิษณุโลก อันจะเป็นไปไม่ได้ ด้วยในปีนั้นพระชันษาพระราเมศวรได้เพียง ๗ ขวบ ถ้าอภิเษกเป็นพระมหาอุปราชอย่างอภิเษกพระบรมโอรสาธิราชนั้นเป็นได้
จำเนียรกาลต่อมา สมเด็จพระบรมราชาธิราชโปรดให้พระราเมศวรอุปราช เสด็จขึ้นไปครองหัวเมืองเหนืออยู่ที่เมืองพิษณุโลก ถ้าจะประมาณศักราชเมื่อเสด็จขึ้นไป เทียบพระชันษาว่า ๑๕ ปี (คราวๆเดียวกับพระชันษาสมเด็จพระนเรศซร เมื่อขึ้นไปแครองเมืองพิษณุโลกอย่างเดียวกันในชั้นหลัง) คงเป็นเมื่อปีขาล จุลศักราช ๘๐๘ พ.ศ. ๑๙๘๙ ครองเมืองเหนืออยู่ ๒ ปี สมเด็จพระราชบิดาเสด็จสวรรคต พระราเมศวรก็ลงมาเสวยราชย์ ณ กรุงศรีอยุธยา
ในสมัยเมื่อพระราเมศวรขึ้นไปครองเมืองพิษณุโลกนั้น เชื่อได้ว่าเจ้านายเชื้อพระวงศ์ของพระมหาธรรมราชายังมีอยู่เป็นแน่ (เพราะยังมีเชื้อวงศ์ต่อมาจนถึงขุนพิเรนทรเทพ ซึ่งเป็นพระมหาธรรมราชาในแผ่นดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ) แต่ในครั้งนั้นบางทีโดยมากจะเป็นเพียงชั้นหม่อมเจ้าหม่อมราชวงศ์ ถึงพวกข้าราชการครั้งสมเด็จพระมหาธรรมราชาก็คงจะยังมีตัวอยู่ พระราเมศวรเสด็จขึ้นไปอยู่เมืองพิษณุโลก จะได้ไปทรงสมาคม บางทีจะถึงเกี่ยวดองกับเชื้อพระวงศ์ของพระมหาธรรมราชา จึงเป็นเหตุให้ทรงทราบและทรงนิยมราชประเพณีครั้งนครสุโขทัย อันจะพึงสังเกตได้ในเหตุการณ์ต่างๆ ตั้งแต่เสด็จลงมาเสวยราชย์เป็นสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เห็นได้ว่าทรงประพฤติตามแบบอย่างราชประเพณีครั้งนครสุโขทัยโดยมาก
เนื้อความตามที่สอบได้ดังอธิบายมานี้ ข้าพเจ้าเข้าใจว่าสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถสมภพเมื่อปีกุน จุลศักราช ๗๙๓ พ.ศ. ๑๙๗๔ เมื่อพระชันษา ๗ ปี ได้รับอภิเษกเป็นพระมหาอุปราชทรงพระนามพระราเมศวร เมื่อพระชันษา ๑๕ ได้เสด็จขึ้นไปครองเมืองพิษณุโลกอยู่ ๒ ปี สมเด็จพระราชบิดาสวรรคต เสด็จลงมาครองราชสมบัติกรุงศรีอยุธยาเมื่อปีมะโรง จุลศักราช ๘๑๐ พ.ศ. ๑๙๙๑ เมื่อพระชันษาได้ ๑๗ เสวยราชย์ ณ กรุงศรีอยุธยา ๑๕ ปี แล้วเปลี่ยนราชธานีไปประทับอยู่ ณ เมืองพิษณุโลก ตั้งแต่ปีมะแม จุลศักราช ๘๒๕ พ.ศ. ๒๐๐๖ ครองราชสมบัติอยู่ที่นั้นอีก ๒๕ ปี สวรรคตที่เมืองพิษณุโลก เมื่อปีวอก จุลศักราช ๘๕๐ พ.ศ. ๒๐๓๑ พระชันษาได้ ๕๗ ปี รวมปีที่ได้ครองราชสมบัติอยู่ ๔๐ ปี
พระนามที่เรียกว่า สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ นี้ ในหนังสือเรื่องอื่นบางฉบับเรียกว่า สมเด็จพระบรมไตรโลกนายกบ้าง สมเด็จพระบรมติโลกบ้าง แต่ก็เป็นความเดียวกัน ข้าพเจ้าเข้าใจว่าเป็นพระนามพิเศษถวายเฉลิมพระเกียรติยศ ดังได้อธิบายไว้ในที่อื่นแล้ว
สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ มีลูกยาเธอที่ปรากฏพระนาม ๓ พระองค์ ไม่ปรากฏพระนามพระองค์ ๑ ที่ปรากฏพระนามนั้นคือ (๑) พระบรมราชา ซึ่งพระราชทานอภิเษกให้อยู่ครองกรุงศรีอยุธยา เมื่อเสด็จขึ้นไปครองราชสมบัติอยู่ ณ เมืองพิษุโลก พระบรมราชานี้ได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินครองราชสมบัติต่อสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถมาอีก ๓ ปี จึงสวรรคต แต่หนังสือพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขานี้ เรียกพระนาม(โดยสำคัญผิดพระองค์)ว่า สมเด็จพระอินทราชาธิราช (๒) พระอินทราชา ปรากฏพระนามเมื่อไปรบศึกเชียงใหม่ ต้องปืนที่พระพักตร์ครั้งรบกับหมื่นนคร เห็นจะสิ้นพระชนม์ในคราวนั้น ด้วยไม่ปรากฏพระนามต่อมาอีก (๓) พระเชษฐา ที่ได้เสวยราชย์เป็นสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ สมภพที่เมืองพิษณุโลก ข้าพเจ้าเข้าใจว่า ฝ่ายพระชนนีจะเป็นเชื้อพระวงศ์ของพระเจ้ากรุงสุโขทัยแต่ก่อนมา (๔) ที่ไม่ปรากฏพระนามนั้น คือลูกเธอพระองค์หนึ่งซึ่งกล่าวในหนังสือยวนพ่ายว่า เมื่อสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถจะทรงผนวช รับสั่งให้ลูกเธอพระองค์นี้เสด็จไปนิมนต์พระสงฆ์ในเมืองลังกาเข้ามานั่งหัตถบาต ลูกเธอองค์นี้จะเป็นพระองค์ใดใน ๓ พระองค์ที่กล่าวแล้วไม่ได้ จึงเห็นว่าจะเป็นอีกพระองค์หนึ่งต่างหาก
สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (อู่ทอง)
สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ หรือพระเจ้าอู่ทอง ทรงเป็นปฐมกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา ใน จดหมายเหตุโหรว่าเสด็จพระราชสมภพ พ.ศ. ๑๘๕๗ ได้ทรงสถาปนาเมืองหลวงขึ้นในบริเวณที่เรียกว่า หนองโสน เมื่อจุลศักราช ๗๑๒ ปีขาล โทศก วันศุกร์ ขึ้น ๖ ค่ำ เดือนห้า เวลา ๓ นาฬิกา ๙ บาท ตรงกับวันศุกร์ที่ ๔ มีนาคม พ.ศ. ๑๘๙๓ เมื่อแรกเสวยราชย์นั้นทรงพระนามว่าสมเด็จพระรามาธิบดี ศรีสุนทรบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ขณะพระชนมายุได้ ๓๗ พรรษา
ในประวัติศาสตร์ไทยมีความเชื่อกันว่าพระเจ้าอู่ทองอาจจะทรงอพยพมาจากเมืองใกล้เคียงอื่น เพราะอย่างน้อยก่อนที่จะทรงสถาปนาพระนครศรีอยุธยาขึ้น ก็ทรงให้ย้ายเมืองข้ามฝั่งจากบริเวณทิศใต้ ของเกาะเมืองมาตั้งอยู่บริเวณใจกลางพระนครปัจจุบัน และต่อมาทรงสถาปนาพระอารามขึ้นบริเวณ ที่ประทับเดิมหรือบริเวณเวียงเหล็ก คือวัดพุทไธศวรรย์ และได้ทรงสร้างพระราชวังขึ้นในบริเวณ เกาะเมือง
ข้อสันนิษฐานต่าง ๆเกี่ยวกับที่มาของพระเจ้าอู่ทองนั้นสรุปได้ดังนี้
๑. พระเจ้าอู่ทองเสด็จมาจากหัวเมืองเหนือ ปรากฏข้อความในเอกสารของลาลูแบร์ ซึ่งเป็นผู้แทนพิเศษของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ เข้ามาในอยุธยาเมื่อ พ.ศ. ๒๒๓๐ และเอกสารสายสงฆ์ เช่น ในจุลยุทธการวงศ์พงศาวดารกรุงศรีอยุธยาของสมเด็จพระพนรัตน์ และในพระราชพงศาวดารสังเขปของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส กล่าวว่าพระเจ้าอู่ทองอพยพลงมาจากเมืองเชียงแสน ลงมาที่เมืองไตรตรึงษ์ กำแพงเพชร แล้วจึงอพยพลงมาที่หนองโสน
๒. เอกสารประวัติศาสตร์พงศาวดารกรุงศรีอยุธยาของวันวลิต พ.ศ. ๒๑๘๒ กล่าวถึงการอพยพของพระเจ้าอู่ทองว่ามาจากเมืองเพชรบุรี แล้วจึงอพยพต่อมาที่อยุธยา
๓. หนังสือชินกาลมาลีปกรณ์และพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาว่าพระเจ้าอู่ทองมาจากเมืองละโว้
หลักฐานสำคัญอีกชิ้นหนึ่งที่ทำให้เห็นร่องรอยว่าพระเจ้าอู่ทองเสด็จลงมาจากทางเหนือคือ “คู่มือทูตตอบ” ซึ่งเป็นคู่มือที่เรียบเรียงขึ้นในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีข้อความอ้างถึงที่มาของพระเจ้าอู่ทองว่าพระเจ้าแผ่นดินองค์ปัจจุบันสืบมาแต่สมเด็จพระปฐมนารายณ์อิศวรบพิตร เมื่อ พ.ศ. ๑๓๐๐ มีกษัตริย์สืบทอดกันมา ๑๐ พระองค์ ต่อมาสมเด็จพระยโศธรธรรมเทพราชาธิราชทรงก่อตั้ง กรุงยโศธรปุระ และมีกษัตริย์สืบมาอีก ๑๒ พระองค์ จากนั้นสมเด็จพระพนมทะเลเสด็จไปประทับที่สุโขทัยใน พ.ศ. ๑๗๓๑ ทรงตั้งเมืองเพชรบุรีมีกษัตริย์สืบต่อมา ๔ พระองค์ ในที่สุดสมเด็จพระรามาธิบดีได้ทรงสร้างกรุงสยามเมื่อ พ.ศ. ๑๘๙๔ รวมพระมหากษัตริย์นับแต่แรกสถาปนากรุงเมื่อพ.ศ. ๑๓๐๐ จนถึง พ.ศ. ๒๒๒๖ ได้ ๕๐ รัชกาลในระยะเวลา ๙๒๖ ปี
คู่มือทูตฉบับนี้ สันนิษฐานว่าเขียนขึ้นราว พ.ศ. ๒๒๒๔-พ.ศ. ๒๒๒๕ เพื่อใช้เป็นแนวคำถาม- ตอบของราชทูตสยามที่จะเดินทางไปเจริญสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศ เมื่อสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ ทรงสถาปนาพระราชอาณาจักรขึ้นแล้ว ได้ทรงทำนุบำรุงพระราช- อาณาเขตให้กว้างขวางออกไป ดังที่ปรากฏความในพระราชพงศาวดารฉบับต่าง ๆ เมื่อเสด็จเสวยราชย์ ว่า เมื่อแรกสถาปนาพระนครนั้นหลังจากพิธีกลบบัตรสุมเพลิงแล้ว ขุดดินลงไปเพื่อสร้างพระราชวัง ได้ พระมหาสังข์ทักษิณาวัฏขอนหนึ่ง จึงโปรดให้สร้างพระที่นั่งองค์ต่าง ๆ ขึ้นในบริเวณพระราชวังหลวง คือ พระที่นั่งไพฑูรย์มหาปราสาท พระที่นั่งไพชยนตร์มหาปราสาท และพระที่นั่งไอสวรรย์มหาปราสาท
หลังจากนั้นปรากฏความในจุลยุทธการวงศ์ว่าพญาประเทศราชทั้ง ๑๖ หัวเมืองได้มาถวายบังคม ได้แก่ มะละกา (ดินแดนแหลมมลายู) ชวา (ดินแดนลาวหลวงพระบาง) ตะนาวศรี นครศรีธรรมราช ทวาย เมาะตะมะ เมาะลำเลิง สงขลา จันทบูรณ์ พิษณุโลก สุโขทัย พิชัย สวรรคโลก พิจิตร กำแพงเพชร และนครสวรรค์ หลังจากนั้นปรากฏว่ามีสงครามกับเมืองกัมพูชา จึงโปรดให้พระเจ้า ลูกเธอพระราเมศวรซึ่งไปครองเมืองลพบุรี ลงมาตั้งทัพยกออกไปถึงกรุงกัมพูชา แต่ทัพอยุธยาเกือบ เสียทีเพลี่ยงพล้ำ สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ โปรดให้ขุนหลวงพะงั่วลงมาจากเมืองสุพรรณบุรี แล้ว กรีธาทัพไปช่วยสมเด็จพระราเมศวร ทำให้ทัพอยุธยาสามารถเอาชนะได้ และกวาดต้อนเทครัวชาว กัมพูชามายังพระนครศรีอยุธยา
ในช่วงต้นรัชกาลนั้น นอกจากสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ จะทรงทำสงครามเพื่อขยายพระราช- อาณาเขตและสร้างความเป็นปึกแผ่นให้แก่อาณาจักรแล้ว ยังทรงตรากฎหมายต่างๆขึ้นเพื่อรักษาความ สงบเรียบร้อยภายในอีกหลายฉบับ คือพระอัยการลักษณะพยาน พระอัยการลักษณะอาญาหลวง พระอัยการลักษณะรับฟ้อง พระอัยการลักษณะลักพา พระอัยการลักษณะอาญาราษฎร์ พระอัยการ ลักษณะโจร พระอัยการลักษณะเบ็ดเสร็จ พระอัยการลักษณะผัวเมีย กฎหมายเหล่านี้เป็นที่มาของ กระบวนการยุติธรรมที่สร้างความสงบสุขให้แก่อาณาประชาราษฎร์ได้เป็นอย่างดี
นอกจากนี้ในรัชกาลของพระองค์ยังมีงานวรรณคดีชิ้นสำคัญคือลิลิตโองการแช่งน้ำ ซึ่งเป็น วรรณคดีสมัยอยุธยาตอนต้นที่บ่งบอกความสืบเนื่องของวรรณคดีในลุ่มน้ำภาคกลางที่ผสานกับความเชื่อ ท้องถิ่น ลิลิตโองการแช่งน้ำหรือโองการแช่งน้ำเป็นวรรณคดีสำหรับพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัจจา เพื่อสร้างความชอบธรรมและการแสดงความจงรักภักดีต่อองค์พระมหากษัตริย์ ลักษณะการประพันธ์ ประกอบด้วยโคลงห้าและร่าย มีศัพท์ภาษาไทย บาลีสันสกฤต และเขมรปนอยู่ เนื้อหาเป็นการสดุดี เทพ แช่งผู้ที่ไม่จงรักภักดี และให้พรผู้ที่จงรักภักดี
สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ ทรงสถาปนาพระอารามแห่งแรกขึ้น ที่ปรากฏในพระราชพงศาวดาร คือวัดพุทไธศวรรย์ ซึ่งมีพระปรางค์เป็นประธานหลักของวัด ตามความในพระราชพงศาวดารว่า “ศักราชได้ ๗๑๕ ปีมะเส็งเบญศก วันพฤหัสบดี เดือน ๔ ขึ้น ๑ ค่ำ เพลาเช้า ๒ นาฬิกา ๕ บาท ทรงพระกรุณาตรัสว่า ที่พระตำหนักเวียงเหล็กนั้น ให้สถาปนาพระวิหาร พระมหาธาตุเป็นพระอาราม แล้วให้นามชื่อ “วัดพุทไธศวรรย์”
ต่อมาพระราชพงศาวดารว่าโปรดให้ขุดศพเจ้าแก้ว เจ้าไทย ขึ้นมาถวายพระเพลิง จากนั้นให้สถาปนาพระอารามขึ้นบริเวณนั้นเรียกว่าวัดป่าแก้ว ซึ่งเชื่อกันว่าคือบริเวณวัดใหญ่ชัยมงคล นอกจากนั้นยังสันนิษฐานได้ว่าทรงบูรณปฏิสังขรณ์วัดต่างๆ อีกเป็นจำนวนมาก ดังที่พงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับวันวลิตว่าทรงสร้างวัดหน้าพระธาตุ วัดราชบูรณะ และวัดเดิมขึ้น
สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ พระเจ้าอู่ทองเสด็จสวรรคตเมื่อจุลศักราช ๗๓๑ ปีระกาเอกศก ตรงกับ พ.ศ. ๑๙๑๒ พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาว่าอยู่ในราชสมบัติ ๒๐ ปี
พระมหาธรรมราชาที่ 1 (ลิไทย)
ประวัติและผลงานของบุคคลสำคัญในสมัยสุโขทัย
ในสมัยสุโขทัย มีพระมหากษัตริย์ที่ถือว่าเป็นบุคคลสำคัญอยู่หลายพระองค์ที่ได้สร้างผลงานอันมีคุณค่า ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนและมีผลดีต่ออาณาจักรที่เราควรศึกษาในชั้นนี้ ได้แก่
พระมหาธรรมราชาที่ 1 (ลิไทย)
1. พระราชประวัติ
พระมหาธรรมราชาที่ 1 (ลิไทย) ทรงเป็นพระราชโอรสของพระยาเลอไทยก่อนที่จะเสด็จขึ้นครองราชสมบัติ พระองค์ไดไปปกครองดูแลเมืองศรีสัชนาลัย ซึ่งอยู่ในฐานะเมืองลูกหลวง
2. พระราชกรณียกิจ
(1) ด้านการเมืองการปกครอง พระมหาธรรมราชาที่ 1 (ลิไทย) ได้รวบรวมเมืองต่าง ๆ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรสุโขทัย โดยครอบคลุมเมืองระหว่างลุ่มแม่น้ำปิง แม่น้ำน่าน และแควป่าสัก ได้แก่ เมืองเชียงทอง (ตาก) กำแพงเพชร พระบาง (นครสวรรค์) ปากยม (พิจิตร) สองแควสระหลวง (พิษณุโลก) ขึ้นไปจึงถึงเมืองราด เมืองสะค้า และเมืองลุมบาจาย นอกจากนี้ยังทรงย้ายไปประทับที่เมืองพิษณุโลก เพื่อป้องกันการขยายอำนาจของอาณาจักรอยุธยาอีกด้วย
พระมหาธรรมราชาที่ 1 (ลิไทย) ทรงนำหลักการปกครองแบบธรรมราชา ที่พระมหากษัตริย์จะต้องประพฤติปฏิบัติตนตามหลักทศพิธราชธรรมมาใช้ในการปกครองอาณาจักรสุโขทัย
(2) ด้านศาสนา พระมหาธรรมราชาที่ 1 (ลิไทย) ทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง โดยพระองค์ทรงผนวชและจำพรรษาอยู่ที่วัดป่ามะม่วง และยังทรงพระราชนิพนธ์ไตรภูมิพระร่วง หรือเตรภูมิกถา ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา และนับว่าเป็นวรรณคดีเรื่องแรกของไทย
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)






